Shell Shock : นี่คือภาพของทหารนายหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่กำลังเจ็บป่วยทางจิตจากอาการ ที่เรียกว่า Shell Shock หรือ การสะท้านจากระเบิด โดยอาการดังกล่าวเกิดจากแรงกระแทกจากระเบิดหรือ กระสุนปืนใหญ่จนเกิดอาการผิดปกติ ส่งผลให้ทหารเหล่านี้มีอาการถลึงตา ตัวสั่นอย่างรุนแรง มีท่าทางหวาดกลัว หรือซึมเศร้า แขนขาเย็นเฉียบ บางรายอาจมองไม่เห็นหรือเป็นอัมพาต โรคดังกล่าวถูกเปลี่ยนชื่อเป็น War Neuroses หรือโรคประสาทสงคราม ในเวลาต่อมา
ชิ้นส่วนที่เหลือของนักบินผู้กล้า : ในปี 1967 โซเวียตได้ส่งยาน โซยุส 1 ขึ้นเหนือชั้นบรรยากาศของโลก แต่ด้วยความผิดพลาดมากมาย ทำให้ภารกิจในครั้งนี้กลายเป็นโศกนาฏกรรม วลาดิเมียร์ มาคารอฟ นักบินอวกาศ ที่โดยสารขึ้นไปกับยานถูกย่างทั้งเป็นขณะที่ยานกำลังตกจากชั้นบรรยากาศจนถึง พื้นโลก และนี่คือภาพที่เชื่อว่า เป็นชิ้นส่วนของมาคารอฟที่เหลือจากการถูกเผาไหม้
ความตายที่งดงาม : ในปี 1947 ที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ได้เกิดเหตุฆ่าตัวตายขึ้นเมื่อมีหญิงสาวรายหนึ่ง คือ เอเวอลีน แม็คฮัล วัย 23 ปี เขียนจดหมายลาตายคู่หมั้น เธอกล่าวว่า “คนรักต้องการแต่งงานกับเธอ แต่เธอรู้สึกว่า ตัวเองยังดีไม่พอที่จะเป็นภรรยาของใคร” ก่อนตัดสินใจกระโดดตึกเอ็มไพร์ สเตท เพื่อฆ่าตัวตาย โดยภาพนี้เป็น ผลงานของ โรเบิร์ต ไวล์ ช่างภาพสมัครเล่นที่บันทึกภาพของเอเวอลีนขณะตกลงมากระแทกรถ โดยร่างของ เอเวอลีนแทบไม่มีรอยฟกช้ำใด ๆ จากการกระแทก ใบหน้าของเธอดูสงบนิ่งราวกับได้เดินทางไปสู่สรวงสวรรค์ อย่างที่เธอตั้งใจไว้ โในเวลาต่อมาภาพนี้ถูกเรียกว่า ‘ภาพการฆ่าตัวตายที่งดงามที่สุด’
สองนางพยาบาลผู้โชคร้าย : ในปี 1976 ได้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบล่าเป็นครั้งแรกที่ประเทศซูดานและสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยคองโก โดยภาพนี้คือภาพพยาบาลสองคนขณะกำลังดูอาการของ Mayinga N. ผู้ป่วย โรคไวรัสอีโบล่า ต่อมาทั้งคู่เสียชีวิตในอีกไม่กี่วันให้หลังในเวลาต่อมา เนื่องจากเลือดออกภายในรุนแรงจาก การติดเชื้อไวรัสอีโบล่า
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
แทบทรุด! คบเป็นแฟนกัน มีอะไรกันมา 1 เดือน แต่สุดท้ายกลับรู้ความจริงบางอย่างที่ถึงกับรับไม่ได้
เรื่องมีอยู่ว่าเราเองได้มีโอกาสรู้จักแฟนคนนี้จากในเฟสคะ เขาเป็นผู้ชายใต้หวัน อายุ 28 ปี ส่วนตัวเราอายุ 26 คะเป็นคนไทยแท้ ฝ่ายชายทำงานธุรกิจของตัวเองเปิดร้านปิ้งย่างเนื้อสมุนไพรที่เชียงใหม่ เราสองคนอยู่เชียงใหม่ด้วยกันทั้งคู่ ท้าวความว่าแฟนเป็นคนจีนใต้หวันแท้ๆเลยคะ พ่อแม่เป็นคนใต้หวัน แต่พ่อแม่หย่าร้างกัน ทุกวันนี้ เขาอยู่บ้านกับพ่อ น้องชาย และก็แฟนน้องชาย ส่วนแม่เป็นครู บินไปกลับใต้หวัน-ไทยอยู่บ่อยๆ.
8 มิ.ย 58 ตอนแรกพอได้รู้จักกันเขาก็เริ่มชวนคุยบอกอยากรู้จักชวนไปกินข้าว ครั้งแรกก้เป็นไปได้ด้วยดีเหมือนคนออกเดททั่วไป กินข้าวดูหนังปกติ เดทครั้งแรกเขาขอจับมือคะ ในโรงหนัง หลังจากหนังจบก้แยกย้ายกันบอกลากันไป / เวลาไปเที่ยวกันแฟนจะเลี้ยงข้าว เลี้ยงหนัง ค่าใช้จ่ายออกให้ทุกครั้ง
**** เดทครั้งที่สองเป็นเป็นวันเกิดเราพอดีคะ ก้ไปดู จูราสสิคเวิลกัน พอหนังจบระหว่างเดินไปที่รถเขาก้ขอเราเป็นแฟนคะ แล้วก้จูบกันตรงลานจอดรถเลยอายมาก แต่ตอนนั้นหลังเที่ยงคืนแล้วไม่มีคน ก้ตอบตกลงไปคะ ต่อจากนั้นอีกไม่กี่วันแฟนก้ชวนเข้าบ้านคะ ตอนนั้นไม่มีคนอยู่บ้านเลย แล้วเขาก้ชวนเราอาบน้ำด้วย สุดท้ายก้มีอะไรกัน <ส่วนตัวผ่าแล้วนะคะ> หลังจากนั้นก้คุยกันทุกวันคะ เจอกันทุกครั้งต้องมีอะไรกันทุกครั้ง เขาก้ไม่ได้สงสัยทักท้วงแต่อย่างใด ทุกวันหลังจากเขาปิดร้าน ก้จะโทรคุยกัน แฟนจะบอกรักบอกคิดถึงก่อนนอนทุกคืน *****
หลังจากนั้นก้มีไปเที่ยวไกลๆค้างคืนนอกบ้านบ้าง ไปเที่ยวน้ำตกภูเขากัน คือ ถึงแม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็มีความสุขมาก เขาเทคแคร์เราดีมาก เดินด้วยกันไม่ควงแขนก้จะมางอนว่าไม่กอดไม่ควงเขาเลย แฟนไม่เคยบ่นเรื่องค่าใช้จ่ายเลยคะเวลาไปเที่ยวกัน มีแต่จะสอนว่าขยันทำงานลำบากตอนนี้ + ใช้เงินให้เป็นนะ แก่มาจะได้ไม่ลำบาก
ต่อจากนั้นประมาณอาทิตย์ต่อมาคือไวมากเขาพาไปเปิดตัวกับที่บ้านไปเจอแม่เขา ตอนเดือนก่อนแม่เขาบินมาไทย และเเม่เขาเป็นคนรีเควสอยากจะเจอเราเองคะ ตอนแรกก็ไม่อยากไปเลยเพราะกลัวความแตกสุดท้ายก้ต้องยินยอมไปเพราะแฟนคะยั้นคะยอจะต้องไปเจอให้ได้ วันนั้นไปกินข้าวกันพร้อมหน้าเลยคะ แม่แฟน น้องชาย แฟนน้องชาย และแฟนเรา เราก้บอกแฟนตลอดนะว่าถ้าเกิดพ่อแม่เธอไม่ชอบเราขึ้นมาสั่งให้เลิกกันจะทำยังไง เขาก็บอกว่าเขาขอเลือกเอง ความรักเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่ก้มีคำทักท้วงจากน้องแฟนมาบ้างว่า น้องแกสงสัยว่าเราใช่ผู้ญ.จริงๆรึป่าว แฟนก้พยายามถามแต่แรกว่าเราเป็นกะเทยจริงมั้ย นี่เลยลองหยั่งเชิงดูฟีตแบคนางก่อนคะ แฟนบอกว่าเคยมีกะเทยมาจีบเขาที่ร้านแต่เขาไม่ชอบ รังเกียจมาก say no ไป ไอ้เราได้ยินแบบนั้นก้ใจลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเลย ใจนึงก้อยากเอาชนะด้วยแหละ ตอนนั้นยอมรับว่าผิดที่ไม่บอกไปแต่แรกปล่อยให้เรื่องมันบานปลายมาถึงตอนนี้
เมื่อวานวันที่ 8 ก.ค 58 เป็นวันที่คบกันได้ 1 เดือนพอดี เมื่อคืนกำลังโทรคุยกันดีๆ พ่อเขาก้เรียกไปหาละคุยไรกันไม่รู้ กลับมาเขาก้ทำเนียนคุยต่อไม่ยอมบอก นี่เลยถามว่าพ่อคุยอะไร เขาบอกว่าพ่อเขาถามว่าแฟนเป็นผู้ญ.หรือเป็นกะเทยวะ คราวหลังไม่ต้องมาพาแล้ว พ่อไม่ชอบ แล้วเขาก้บอกว่าจะแก้ปัญหายังไงดีให้พ่อเชื่อ เพราะเขาก้ไม่รุ้จะบอกพ่อเขายังไง สรุปก้บอกว่าขอดูบัตรประชาชนให้ส่งในไลน์แล้วเขาจะเอาไปให้พ่อดู แล้วก้บอกว่าน้องเขาก้ถามว่าเป็นกะเทยรึป่าว ทำไมไม่ขอดูบัตรไปเลย
สรุปสุดท้ายก้ โป๊ะแตกบอกความจริงเลยคะ ว่าชั้นเป็นกะเทยนะ / สรุปนางช้อคคะ นางรับไม่ได้ นางบอกว่าทำไมไม่บอกแต่แรกต้องโกหกกันด้วย นี่เลยอธิบายไปว่าถ้าบอกแต่แรกเราก้คงไม่ได้คบกันไม่ไ้ด้รู้จักกัน เรารู้สึกผิดก้ขอโทษเขาไป เขาบอกว่า เป็นเพื่อนกันนะได้ แต่เป็นแฟนคบกันแบบเดิมคงไม่ได้แล้ว ไหนจะครอบครัวไม่ยอมรับเราอีก น้องชายเขาก้มีเมียแต่ดันไม่มีลูก แล้วเขาก้เป็นพี่ชายคนโตด้วย
สุดท้ายเขาก้ได้แต่บอกขอให้เราโชคดี เจอคนที่รับเราได้ รับเราแบบที่เราเป็นได้ และขอให้เราบอกผู้ชายคนอื่นแต่แรกที่คบกัน นี่ก้ขอบคุณสำหรับเวลาดีๆ ความจริงใจ ความรู้สึกดีๆ ที่ยอมเปิดเผยเรากับคนอื่น พาไปตลาดบอกพ่อค้าแม่ค้านี่แฟนๆๆเขานะ ส่วนตัวเกิดมาไม่เคยโมเม้นนี้เลย กับผู้ชายคนนี้คนแรก ถึงจะไม่ได้หล่ออะไรมาก แต่ก้คิดว่ามันเป็นผู้ชายคนที่ดีมากที่สุดที่เคยเจอมา
เสียใจคะ นอนไม่หลับทั้งคืน ร้องไห้ก้ร้องไม่ออก นอนคิดทั้งคืนยันเช้า จนเหนื่อย แต่ก้ต้องยอมรับความจริง เขารับเราไม่ได้ยังไงก้คือต้องจบ ดีไม่ด่าไม่มาทำร้ายเรา อย่างน้อยก้จากกันด้วยดี คำพูดสุดท้ายที่เขาบอกคือ ชีวิตคนเราอีกยาวเดี่ยวมันก้ผ่านไป
ล่าสุดเขาลบรูปคู่ด้วยกันในเฟส+ลบเพื่อนเราออก เหลือแต่ไลน์คะที่เขายังไม่บล้อค
ส่วนตัวเมื่อคืนก้ได้สั่งเสียบอกลากันเป็นครั้งสุดท้ายแล้วคะว่าขอโทษที่ไม่ได้บอกว่าเป็นแบบนี้แต่แรก ไม่ได้มีเจตนาจะมาหลอกให้รัก แต่เราก้กลัวว่าถ้าบอกไปแต่แรกก็คงไม่มีโอกาสได้มาคบกันจนถึงวันนี้ เขาเป็นคนดีนะแต่เราอาจจะไม่ได้เกิดมาคู่กัน
8 มิ.ย 58 ตอนแรกพอได้รู้จักกันเขาก็เริ่มชวนคุยบอกอยากรู้จักชวนไปกินข้าว ครั้งแรกก้เป็นไปได้ด้วยดีเหมือนคนออกเดททั่วไป กินข้าวดูหนังปกติ เดทครั้งแรกเขาขอจับมือคะ ในโรงหนัง หลังจากหนังจบก้แยกย้ายกันบอกลากันไป / เวลาไปเที่ยวกันแฟนจะเลี้ยงข้าว เลี้ยงหนัง ค่าใช้จ่ายออกให้ทุกครั้ง
**** เดทครั้งที่สองเป็นเป็นวันเกิดเราพอดีคะ ก้ไปดู จูราสสิคเวิลกัน พอหนังจบระหว่างเดินไปที่รถเขาก้ขอเราเป็นแฟนคะ แล้วก้จูบกันตรงลานจอดรถเลยอายมาก แต่ตอนนั้นหลังเที่ยงคืนแล้วไม่มีคน ก้ตอบตกลงไปคะ ต่อจากนั้นอีกไม่กี่วันแฟนก้ชวนเข้าบ้านคะ ตอนนั้นไม่มีคนอยู่บ้านเลย แล้วเขาก้ชวนเราอาบน้ำด้วย สุดท้ายก้มีอะไรกัน <ส่วนตัวผ่าแล้วนะคะ> หลังจากนั้นก้คุยกันทุกวันคะ เจอกันทุกครั้งต้องมีอะไรกันทุกครั้ง เขาก้ไม่ได้สงสัยทักท้วงแต่อย่างใด ทุกวันหลังจากเขาปิดร้าน ก้จะโทรคุยกัน แฟนจะบอกรักบอกคิดถึงก่อนนอนทุกคืน *****
หลังจากนั้นก้มีไปเที่ยวไกลๆค้างคืนนอกบ้านบ้าง ไปเที่ยวน้ำตกภูเขากัน คือ ถึงแม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็มีความสุขมาก เขาเทคแคร์เราดีมาก เดินด้วยกันไม่ควงแขนก้จะมางอนว่าไม่กอดไม่ควงเขาเลย แฟนไม่เคยบ่นเรื่องค่าใช้จ่ายเลยคะเวลาไปเที่ยวกัน มีแต่จะสอนว่าขยันทำงานลำบากตอนนี้ + ใช้เงินให้เป็นนะ แก่มาจะได้ไม่ลำบาก
ต่อจากนั้นประมาณอาทิตย์ต่อมาคือไวมากเขาพาไปเปิดตัวกับที่บ้านไปเจอแม่เขา ตอนเดือนก่อนแม่เขาบินมาไทย และเเม่เขาเป็นคนรีเควสอยากจะเจอเราเองคะ ตอนแรกก็ไม่อยากไปเลยเพราะกลัวความแตกสุดท้ายก้ต้องยินยอมไปเพราะแฟนคะยั้นคะยอจะต้องไปเจอให้ได้ วันนั้นไปกินข้าวกันพร้อมหน้าเลยคะ แม่แฟน น้องชาย แฟนน้องชาย และแฟนเรา เราก้บอกแฟนตลอดนะว่าถ้าเกิดพ่อแม่เธอไม่ชอบเราขึ้นมาสั่งให้เลิกกันจะทำยังไง เขาก็บอกว่าเขาขอเลือกเอง ความรักเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่ก้มีคำทักท้วงจากน้องแฟนมาบ้างว่า น้องแกสงสัยว่าเราใช่ผู้ญ.จริงๆรึป่าว แฟนก้พยายามถามแต่แรกว่าเราเป็นกะเทยจริงมั้ย นี่เลยลองหยั่งเชิงดูฟีตแบคนางก่อนคะ แฟนบอกว่าเคยมีกะเทยมาจีบเขาที่ร้านแต่เขาไม่ชอบ รังเกียจมาก say no ไป ไอ้เราได้ยินแบบนั้นก้ใจลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเลย ใจนึงก้อยากเอาชนะด้วยแหละ ตอนนั้นยอมรับว่าผิดที่ไม่บอกไปแต่แรกปล่อยให้เรื่องมันบานปลายมาถึงตอนนี้
เมื่อวานวันที่ 8 ก.ค 58 เป็นวันที่คบกันได้ 1 เดือนพอดี เมื่อคืนกำลังโทรคุยกันดีๆ พ่อเขาก้เรียกไปหาละคุยไรกันไม่รู้ กลับมาเขาก้ทำเนียนคุยต่อไม่ยอมบอก นี่เลยถามว่าพ่อคุยอะไร เขาบอกว่าพ่อเขาถามว่าแฟนเป็นผู้ญ.หรือเป็นกะเทยวะ คราวหลังไม่ต้องมาพาแล้ว พ่อไม่ชอบ แล้วเขาก้บอกว่าจะแก้ปัญหายังไงดีให้พ่อเชื่อ เพราะเขาก้ไม่รุ้จะบอกพ่อเขายังไง สรุปก้บอกว่าขอดูบัตรประชาชนให้ส่งในไลน์แล้วเขาจะเอาไปให้พ่อดู แล้วก้บอกว่าน้องเขาก้ถามว่าเป็นกะเทยรึป่าว ทำไมไม่ขอดูบัตรไปเลย
สรุปสุดท้ายก้ โป๊ะแตกบอกความจริงเลยคะ ว่าชั้นเป็นกะเทยนะ / สรุปนางช้อคคะ นางรับไม่ได้ นางบอกว่าทำไมไม่บอกแต่แรกต้องโกหกกันด้วย นี่เลยอธิบายไปว่าถ้าบอกแต่แรกเราก้คงไม่ได้คบกันไม่ไ้ด้รู้จักกัน เรารู้สึกผิดก้ขอโทษเขาไป เขาบอกว่า เป็นเพื่อนกันนะได้ แต่เป็นแฟนคบกันแบบเดิมคงไม่ได้แล้ว ไหนจะครอบครัวไม่ยอมรับเราอีก น้องชายเขาก้มีเมียแต่ดันไม่มีลูก แล้วเขาก้เป็นพี่ชายคนโตด้วย
สุดท้ายเขาก้ได้แต่บอกขอให้เราโชคดี เจอคนที่รับเราได้ รับเราแบบที่เราเป็นได้ และขอให้เราบอกผู้ชายคนอื่นแต่แรกที่คบกัน นี่ก้ขอบคุณสำหรับเวลาดีๆ ความจริงใจ ความรู้สึกดีๆ ที่ยอมเปิดเผยเรากับคนอื่น พาไปตลาดบอกพ่อค้าแม่ค้านี่แฟนๆๆเขานะ ส่วนตัวเกิดมาไม่เคยโมเม้นนี้เลย กับผู้ชายคนนี้คนแรก ถึงจะไม่ได้หล่ออะไรมาก แต่ก้คิดว่ามันเป็นผู้ชายคนที่ดีมากที่สุดที่เคยเจอมา
เสียใจคะ นอนไม่หลับทั้งคืน ร้องไห้ก้ร้องไม่ออก นอนคิดทั้งคืนยันเช้า จนเหนื่อย แต่ก้ต้องยอมรับความจริง เขารับเราไม่ได้ยังไงก้คือต้องจบ ดีไม่ด่าไม่มาทำร้ายเรา อย่างน้อยก้จากกันด้วยดี คำพูดสุดท้ายที่เขาบอกคือ ชีวิตคนเราอีกยาวเดี่ยวมันก้ผ่านไป
ล่าสุดเขาลบรูปคู่ด้วยกันในเฟส+ลบเพื่อนเราออก เหลือแต่ไลน์คะที่เขายังไม่บล้อค
ส่วนตัวเมื่อคืนก้ได้สั่งเสียบอกลากันเป็นครั้งสุดท้ายแล้วคะว่าขอโทษที่ไม่ได้บอกว่าเป็นแบบนี้แต่แรก ไม่ได้มีเจตนาจะมาหลอกให้รัก แต่เราก้กลัวว่าถ้าบอกไปแต่แรกก็คงไม่มีโอกาสได้มาคบกันจนถึงวันนี้ เขาเป็นคนดีนะแต่เราอาจจะไม่ได้เกิดมาคู่กัน
โอม อัชชา อวดจมูกใหม่บินตรงทำถึงเกาหลี
"โอม อัชชา" อวดโฉมจมูกใหม่ ยืดอกรับบินตรงทำถึงประเทศเกาหลีเมื่อครึ่งเดือนที่ผ่านมา
เรียกว่ายืดอกรับกันแมนๆ แบบไม่ต้องแอ๊บเลยทีเดียว สำหรับพระเอกหนุ่ม "โอม อัชชา" เพราะหลังจากที่มีกระแสเม้าท์ออกมาว่าเจ้าตัวบินไปทำจมูกไกลถึงประเทศเกาหลี ล่าสุดในงาน เปิดวิก 3 ผังละครต้นปี หนุ่มโอมก็ได้ออกมายอมรับว่าไปทำมาจริง แต่เป็นการตัดปีกจมูกเท่านั้น ไม่ได้เสริมอะไร
มีกระแสว่าเราไปทำจมูกที่เกาหลีมา?
"ยอมรับว่าไปจริง ไปตัดปีกจมูกมา เก็บปีกจมูกอย่างเดียวครับ ทุกอย่างคือปรับโครงสร้างเท่านั้นเอง แต่ว่าไม่ได้เสริมครับ"
"ยอมรับว่าไปจริง ไปตัดปีกจมูกมา เก็บปีกจมูกอย่างเดียวครับ ทุกอย่างคือปรับโครงสร้างเท่านั้นเอง แต่ว่าไม่ได้เสริมครับ"
ทำไมถึงอยากทำ?
"อะไรที่ทำแล้วมันดูดีขึ้น ก็อยากเปลี่ยน"
"อะไรที่ทำแล้วมันดูดีขึ้น ก็อยากเปลี่ยน"
ตัดสินใจนานไหม?
"แป๊บเดียวเองครับ เห็นคนอื่นทำก็เลยอยากทำบ้าง"
"แป๊บเดียวเองครับ เห็นคนอื่นทำก็เลยอยากทำบ้าง"
มีทักหรือเปล่า เลยตัดสินใจไปทำ?
"จริงๆ ไม่ได้มีคนทักหรอก แต่ว่ามีพี่ที่อยู่เกาหลีเขาแนะนำ เราก็บอกไม่อยากเปลี่ยนอะไรมาก ขอให้รักษาสภาพเดิมไว้ เขาไม่ได้เสริมอะไรให้ เพียงแค่ไปออกด้วยซ้ำไป ถ้าสังเกตดีๆ ไปดูรูปเก่าๆ มันจะเป็นคลื่นกระดูกครับ ซึ่งมันไม่เสมอกัน เอาให้มันเรียบเสมอกันแค่นั้นเอง และไปเก็บปีกจมูกเข้า"
"จริงๆ ไม่ได้มีคนทักหรอก แต่ว่ามีพี่ที่อยู่เกาหลีเขาแนะนำ เราก็บอกไม่อยากเปลี่ยนอะไรมาก ขอให้รักษาสภาพเดิมไว้ เขาไม่ได้เสริมอะไรให้ เพียงแค่ไปออกด้วยซ้ำไป ถ้าสังเกตดีๆ ไปดูรูปเก่าๆ มันจะเป็นคลื่นกระดูกครับ ซึ่งมันไม่เสมอกัน เอาให้มันเรียบเสมอกันแค่นั้นเอง และไปเก็บปีกจมูกเข้า"
ค่าทำหมดไปเยอะไหม?
"ไม่ขอลงรายละเอียดดีกว่าครับ"
"ไม่ขอลงรายละเอียดดีกว่าครับ"
ทำได้กี่วันแล้ว?
"เดือนครึ่งเองครับ มันยังบวมอยู่เลย 3-5 เดือนนู้นครับถึงจะเข้าที่"
"เดือนครึ่งเองครับ มันยังบวมอยู่เลย 3-5 เดือนนู้นครับถึงจะเข้าที่"
มั่นใจขึ้นไหม?
"ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ครับ ต้องรอให้มันพ้นไปสัก 5 เดือนก่อน"
"ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ครับ ต้องรอให้มันพ้นไปสัก 5 เดือนก่อน"
เห็นว่าเราก็ไปดูดไขมันที่ตาออกด้วย?
"ไม่ได้ดูดครับ ไปขจัดไขมันที่ตาเฉยๆ เพราะตามันคล้อย ผมว่าทุกคนก็ทำกันนะ เราอยู่ตรงนี้ต้องดูแลนิดนึง อย่างที่บอกเราใช้สายตาค่อนข้างเยอะ เราเจอไฟอะไรแบบนี้ พอย่นเยอะๆ ก็เป็นก้อน"
"ไม่ได้ดูดครับ ไปขจัดไขมันที่ตาเฉยๆ เพราะตามันคล้อย ผมว่าทุกคนก็ทำกันนะ เราอยู่ตรงนี้ต้องดูแลนิดนึง อย่างที่บอกเราใช้สายตาค่อนข้างเยอะ เราเจอไฟอะไรแบบนี้ พอย่นเยอะๆ ก็เป็นก้อน"
เราทำวิธีแบบไหน ลงมีดกรีดหรือเปล่า?
"ตอนนั้นไม่รู้ หลับอยู่ครับ ลงมีดไหมไม่ทราบจริงๆ คือคงมีวิธีแบบของเขาครับ เพราะตอนที่เราทำก็ไม่ได้รู้สึกตัวแล้ว"
"ตอนนั้นไม่รู้ หลับอยู่ครับ ลงมีดไหมไม่ทราบจริงๆ คือคงมีวิธีแบบของเขาครับ เพราะตอนที่เราทำก็ไม่ได้รู้สึกตัวแล้ว"
ตอนนี้ยังทำอะไรเพิ่มอีกหรือเปล่า?
"คงไม่แล้วครับ คงไม่ได้คิดจะทำอะไรเพิ่ม บอกกับหมอให้เสริม เขายังไม่เสริมให้เลย"
"คงไม่แล้วครับ คงไม่ได้คิดจะทำอะไรเพิ่ม บอกกับหมอให้เสริม เขายังไม่เสริมให้เลย"
มันมีผลเอฟเฟคอะไรกลับมาหรือเปล่า?
"ผมว่ามันเหมือนคนผ่าตัดธรรมดามั้งครับ คือต้องรอให้ครบ 5 เดือนก่อน มันยังระบมอยู่ อาจจะยังออกกำลังกายหนัก หรือทำอะไรรุนแรงมากไม่ได้เท่านั้นเอง"
"ผมว่ามันเหมือนคนผ่าตัดธรรมดามั้งครับ คือต้องรอให้ครบ 5 เดือนก่อน มันยังระบมอยู่ อาจจะยังออกกำลังกายหนัก หรือทำอะไรรุนแรงมากไม่ได้เท่านั้นเอง"
แอบหวั่นไหมว่า ผลจะออกมาได้ไม่เหมือนที่ตั้งใจ?
"ไม่เป๊ะก็ทำใหม่ครับ ไม่ยาก แค่นั้นเอง"
"ไม่เป๊ะก็ทำใหม่ครับ ไม่ยาก แค่นั้นเอง"
คนรอบข้างว่ายังไงบ้าง?
"ตอนนี้ต้องบอกว่าน้ำหนักขึ้นด้วย ตอนแรกลงไปแล้วแหละ และตอนนี้ก็ขึ้นมาอีกเพราะเรายังออกกำลังกายมากไม่ได้ ถามว่าหน้าเปลี่ยนไหมเหรอ มันก็เปลี่ยนนะครับ แต่อย่างที่บอกต้องรอดูสัก 5 เดือน ก่อน"
"ตอนนี้ต้องบอกว่าน้ำหนักขึ้นด้วย ตอนแรกลงไปแล้วแหละ และตอนนี้ก็ขึ้นมาอีกเพราะเรายังออกกำลังกายมากไม่ได้ ถามว่าหน้าเปลี่ยนไหมเหรอ มันก็เปลี่ยนนะครับ แต่อย่างที่บอกต้องรอดูสัก 5 เดือน ก่อน"
เรามั่นใจมากขึ้นใช่ไหม?
"ต้องมั่นใจสิครับ ทำมาแล้ว(หัวเราะ)"
"ต้องมั่นใจสิครับ ทำมาแล้ว(หัวเราะ)"
เราแอบกังวลไหม เพราะหลายคนบอกโหงวเฮ้งจมูกเป็นที่เก็บเงิน?
"โอ๊ย ปกติครับ บานตลอดมันก็เก็บไม่อยู่ครับ ผมไม่ซีเรียส อยู่ที่ตัวคนมากกว่า"
"โอ๊ย ปกติครับ บานตลอดมันก็เก็บไม่อยู่ครับ ผมไม่ซีเรียส อยู่ที่ตัวคนมากกว่า"
ป้ายกำกับ:
ข่าวบันเทิง,
ทำจมูกโอม อัชชา,
ศัลยกรรม,
อัชชา,
อัชชาโอม,
โอม
น้องดีเจ ฟื้นแล้ว! พูดคุยตอบโต้ได้เล็กน้อย
news.sanook.com/สนับสนุนเนื้อหา
น้องดีเจฟื้นแล้ว! ล่าสุด ทีมแพทย์ถอดเครื่องช่วยหายใจ ขณะที่น้องพูดคุยโต้ตอบได้เล็กน้อย บ่นหิวข้าว
นพ.เจษฎา จงไพบูลย์พัฒนะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงความคืบหน้าอาการของ น้องดีเจ วัย 3 ขวบ 9 เดือน ที่พลัดหลงหายไปจากบ้าน เมื่อช่วงใกล้เที่ยงวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้อาการของน้องดีขึ้นมากแล้ว ทีมแพทย์ได้ทำการถอดเครื่องช่วยหายใจ
ด้าน นางสาว เสาวลักษณ์ ไชโย มารดาของน้องดีเจ เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า ล่าสุดอาการดีขึ้นแล้ว สามารถพูดคุยตอบโต้ได้เล็กน้อย พร้อมกับบ่นว่าหิวข้าวอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ทางทีมแพทย์ยังต้องทำการเฝ้าระวังดูอาการของน้องอย่างต่อเนื่อง
นักวิทย์สหรัฐฯ จับสัญญาณคลื่นแรงโน้มถ่วงเมื่อ 1,300 ล้านปีก่อนได้ พิสูจน์ทฤษฎี "ไอน์สไตน์"
คณะนักวิทยาศาสตร์สหรัฐอเมริกา ประกาศการตรวจจับคลื่นแรงโน้มถ่วงหรือคลื่นแรงดึงดูดที่เกิดจากการชนกันของหลุมดำ 2 หลุมเมื่อกว่า 1,000 ล้านปีก่อนได้ ซึ่งก็ตรงกับคำทำนายของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ผู้ค้นพบสูตรทำระเบิดนิวเคลียร์
วานนี้ (11 ก.พ.2559) คณะนักวิทยาศาสตร์สหรัฐอเมริกา ประกาศในกรุงวอชิงตันดีซีว่า ได้ตรวจจับคลื่นแรงโน้มถ่วงตามที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยทำนายไว้ในทฤษฎีสัมพันธภาพอันลือลั่นเมื่อกว่า 100 ปีก่อน คลื่นแรงดึงดูดหรือคลื่นแรงโน้มถ่วงเกิดจากการควบกันของหลุมดำ 2 หลุม ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้คาดว่าเมื่อประมาณ 1,300 ล้านปีที่แล้ว หลุมดำ 2 หลุมเกิดชนกันที่ความเร็วครึ่งหนึ่งของแสงจนก่อให้เกิดคลื่นแรงโน้มถ่วง ซึ่งนับแต่นั้นคลื่นแรงโน้มถ่วงดังกล่าวก็เดินทางทะลุทะลวงผ่านทุกสิ่งในจักรวาลก่อนที่จะมาถึงโลก นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ระบุว่าเป็นการค้นพบที่จะสร้างยุคใหม่ให้กับวงการดาราศาสตร์
ขณะที่มหาวิทยาลัยฮีบรูในอิสราเอลจัดแถลงข่าวเพื่อเปิดเผยเอกสารของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่เกี่ยวกับทฤษฎีคลื่นแรงโน้มถ่วง ไอน์สไตน์เป็นผู้คิดค้นสูตรสมการ E=Mc ยกกำลังสอง หรือพลังงานเท่ากับมวลคูณด้วยความเร็วแสงยกกำลังสอง ซึ่งนำไปสู่การสร้างระเบิดนิวเคลียร์ ทั้งนี้การประกาศค้นพบของคณะนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐฯ ทำให้ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยในอิสราเอลระบุว่า เป็นการสิ้นสุดของคำถามที่มีมามากกว่า 100 ปี
สุรชัย สมบัติเจริญ เตรียมศัลยกรรม หวังเพิ่มความมั่นใจกระชากวัย 20 ปี
สร้างความฮือฮาตั้งแต่รู้ว่า แอ๊ด สุรชัย สมบัติเจริญ นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง เตรียมขึ้นเขียงศัลยกรรมใบหน้ากับโครงการ ‘Face Off ผ่าแหลก ศัลยกรรม 10 อย่างบนหน้า กระชากความแก่ จาก 60 ให้เหลือ 35 by Dr.Xeping'
โดย แอ๊ด สุรชัยให้สัมภาษณ์กับ ‘มติชนออนไลน์' ว่า ที่ผ่านมาเวลาขึ้นคอนเสิร์ตนั้นไม่มีปัญหา แต่พอมีคนติดต่อให้เล่นละครหรือออกโทรทัศน์ต้องคอยหาเหตุผลปฏิเสธเพราะไม่มั่นใจในตัวเอง รวมทั้งเมื่ออยู่ในวงการบันเทิงก็ควรจะให้ทุกคนได้เห็นความสดใส ดูดี รวมทั้งกำลังจะมีผลงานเพลงใหม่ ‘ใจพี่ยังหนุ่ม' จึงตัดสินใจทำ
"หน้าตามันเป็นปัจจัยรวมๆ กับหลายๆ อย่าง ความสามารถด้วย แล้วก็ดูดี ไปไหนมาไหนคนก็ทักทาย ถ้าคนทักว่าเดี๋ยวนี้โทรมจัง แก่จัง ความมั่นใจเราก็ไม่เกิด บางครั้งรายการทีวีติดต่อมา เราก็ปฏิเสธเขา เพราะเราไม่พร้อม เราก็ไม่อยากให้คนอื่นเห็นเราในสภาพที่ไม่โอเค เลยทำเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการทำงาน เพราะเราอายุมากแล้ว ถ้าเราอายุมากไปกว่านี้มันก็จะทำลำบาก
แล้วอีกอย่างนวัตกรรม เรื่องของหมอก็มีการพัฒนาไปไกลแล้ว เท่าที่ได้ดูรูปภาพก่อนทำ - หลังทำก็ทำให้เราอยากทำ เพราะมันเกี่ยวข้องกับเรื่องของงานด้วย จะได้ดูสดใส อีกอย่างคือเราไม่ได้แก้ ใส่สิ่งแปลกปลอมอะไรเข้าไปในร่างกายเรา เพียงแต่เก็บนู่น เก็บนี่" สุรชัยกล่าว
พร้อมบอกด้วยว่า การผ่าตัดครั้งนี้ได้ ดร.เซปิง ไชยสาส์น ซึ่งเป็นหมอคนไทยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศทำการผ่าตัดให้ โดยศัลยกรรมทั้งหมด 8 ส่วน รวม 30 อย่าง ได้แก่ 1. ส่วนผม คือ ดึงไรผมลงมา 2-3 ซม., ปลูกผมแซมที่เป็นร่อง, แก้ไขปัญหาผมบาง 2.ส่วนหน้าผาก คือ ดึงหน้าผาก, แก้ไขปัญหาร่องหน้าผาก, แก้ไขร่องบางที่หว่างคิ้วอย่างถาวร, แต่งรอยบุ๋ม บริเวณขมับให้เรียบตึง 3. ส่วนคิ้ว คือ ดึงหัวคิ้ว, ดึงหางคิ้ว 4. ส่วนตา คือ เล็มหนังตาที่ห้อยออก, เลาะไขมันตาบน, ทำตา 2 ชั้นใหม่, เลาะไขมันใต้ตาล่างออก, ตัดหนังตาใต้ตาล่าง, ดึงหางตาขึ้น, แก้ไขปัญหาริ้วรอยร่องหางตา (ตีนกา), แก้ไขปัญหาริ้วรอยใต้ตาล่าง 5. ส่วนแก้ม คือ ดึงแก้ม, แก้ไขปัญหาร่องเส้นริ้วรอยแก้มบน, แก้ไขปัญหาร่องเส้นริ้วรอยแก้มล่าง, แก้ไขปัญหาร่องแก้ม ทั้งสองข้าง, ดูดไขมันแก้มบน, ดูดไขมันแก้มล่าง, แก้ไขปัญหารอยบุ๋มที่แก้มทั้ง 2 ข้าง 6. ส่วนปาก คือ แก้ไขปัญหาร่องน้ำหมาก, ยกมุมปากขึ้นทั้งสองข้าง 7. ส่วนคาง คือ ดูดไขมันใต้คาง, ดึงคาง และ 8. ส่วนคอ คือ ดูดไขมันบริเวณคอบน, ดึงคอ
อย่างไรก็ตาม สุรชัย เชื่อว่าการผ่าตัดครั้งนี้น่าจะช่วยลดอายุได้สัก 20 ปี แต่จริงๆ ได้แค่ 10 ปีก็มีความสุขแล้ว โดยจะทำการผ่าตัดในวันที่ 12 ก.พ. ใช้เวลา 7-8 ชั่วโมง จากนั้น 1 เดือนจึงจะออกสื่อได้ ส่วนค่าใช้จ่ายอยู่ที่หลักล้าน
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)








